ช็อกโกแลต เก็บได้นานแค่ไหน? วิธีเก็บรักษาที่สายเบเกอรี่ควรรู้

how-to-store-chocolate

ช็อคโกแลตเป็นขนมหวานอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพราะคนส่วนใหญ่มักจะเก็บช็อคโกแลตไว้ภายในบ้านเพื่อการทำขนมหรือเพื่อเลี้ยงฉลองในโอกาสพิเศษ นอกจากนี้ช็อคโกแลตยังเป็นของขวัญแสนยอดนิยมอีกด้วย แต่คงไม่มีใครอยากเห็นของขวัญละลายก่อนจะเปิดกล่องเสียอีกคุณว่าไหม ถึงแม้ว่าช็อคโกแลตหลายประเภทจะเก็บไว้ได้นาน อย่างไรก็ตามมันก็สามารถเสียได้เช่นกันถ้าหากเก็บบรักษาไว้ไม่ถูกวิธีโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บไว้เป็นเวลานาน บางครั้งเมื่อช็อคโกแลตได้สัมผัสกับความร้อน ความร้อนนั้นเองอาจทำให้ช็อคโกแลตละลายและมีรูปร่างที่ไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน

สภาวะที่ดีทีสุดในการเก็บรักษาช็อคโกแลต

โดยหลักการแล้ว ช็อคโกแลตส่วนใหญ่ควรจะถูกเก็บไว้ในที่มืดแห้งและย็น ถ้าจะให้ดีที่สุดควรเก็บไว้ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิประมาณ 60-70 องศาฟาเรนไฮต์ หรือไม่ก็ควรเก็บไว้ในที่ที่มีความชื้นต่ำกว่าร้อยละ50เพื่อหลีกเลี่ยงการควบแน่นของอากาศที่ไม่พึงประสงค์ เนื่องด้วยน้ำที่เกิดขึ้นจากการควบแน่นของอากาศเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ช็อคโกแลตเสียนั่นเอง ส่วนการที่ช็อคโกแลตได้รับแสงแดดโดยตรงนั้นจะให้ผลที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วคือการละลาย อย่างไรก็ตามสิ่งที่แย่รองลงมาในการเก็บรักษาช็อคโกแลตก็คือกลิ่นนั่นเอง ช็อคโกแลตมีคุณสมบัติในการดูดกลิ่นของอาหารรอบข้าง มันคงจะดีหากช็อคโกแลตนั้นมีกลิ่นส้มแทนที่จะมีกลิ่นและรสชาติของหัวหอม ลองจินตนาการดูสิ

ความร้อนมีผลกระทบต่อช็อคโกแลตอย่างไร

ถ้าหากช็อคโกแลตของคุณแค่ละลาย มันไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถทานช็อคโกแลตนั้นได้อีก ช็อคโกแลตอาจจะแค่ดูผิดรูปผิดร่างไปสักหน่อยแต่ความจริงแล้วปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยง่ายทีเดียว

หลายครั้งนักที่เราพบเจอช็อคโกแลตที่ละลายกลับมาเป็นรูปเป็นร่างเดิมและยังให้รสชาติเหมือนเดิม อย่างไรก็ตามความร้อนและอุณหภูมิที่สูงนั้นก็สามารถทำให้โกโกบัตเตอร์ในช็อคโกแลตขึ้นมาเกาะตัวกันบนพื้นผิวของช็อคโกแลตได้ โดยสิ่งนี้จะมีลักษณะเป็นสีเทาขุ่นโดยทั่วไปถูกเรียกว่า บลูม และถึงแม้การรับประทานช็อคโกแลตที่เกิดการบลูมนั้นจะปลอดภัยต่อร่างกาย ก็ไม่ได้หมายความว่าช็อคโกแลตนั้นจะให้รสชาติที่แสนอร่อยเช่นเดิม

การเก็บช็อคโกแลตในที่ที่มีอุณหภูมิอุ่น

หากคุณอาศัยอยู่ในที่ที่มีอากาศค่อนข้างจะอบอุ่นโดยไม่มีเครื่องปรับอากาศไว้ใช้แล้วละก็ คุณอาจจะจำเป็นต้องใช้ตู้เย็นในการเก็บช็อคโกแลตเพื่อรักษาไม่ให้มันละลาย ซึ่งการเก็บช็อคโกแลตไว้ในตู้เย็นนั้น สิ่งที่จำเป็นจะต้องทำก็คือการเก็บช็อคโกแลตไว้ในช่องเก็บอาหารที่อากาศไม่สามารถลอดผ่านได้ คุณไม่สามารถที่จะนำช็อคโกแลตออกมาทานได้จนกว่ากล่องที่คุณเก็บช็อคโกแลตจะมีอุณภูมิเดียวกับอุณหภูมิห้อง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการควบแน่นของอากาศที่อาจทำให้เกิดหยดน้ำซึ่งจะส่งผลเสียต่อช็อคโกแลต ทำให้ช็อคโกแลตไม่นิ่มนวลและเสียรสชาติเมื่อละลายแล้วอีกด้วย ถ้าหากคุณรอที่จะเปิดกล่องช็อคโกแลตนั้นไม่ไหว มันก็ไม่ผิดอะไรถ้าคุณจะรับประทานช็อคโกแลตที่แสนอร่อยไปทั้งเย็นๆอย่างนั้น

สัมผัสศิลปะและรสชาติของช็อกโกแลต กับคอร์สจาก KNOWHOWBAKE

ดื่มด่ำโลกของคอร์สเรียนทำช็อกโกแลตแท้ๆ ตั้งแต่วัตถุดิบคุณภาพ ไปจนถึงการสร้างสรรค์เป็นผลงานที่สวยงามและอร่อยลงตัว คอร์สนี้ออกแบบให้คุณได้ ลงมือทำจริงทุกขั้นตอน พร้อมเทคนิคที่ใช้ในร้านช็อกโกแลตระดับสากล

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้

  • การเลือกและชิมช็อกโกแลตให้ได้รสชาติที่สมบูรณ์

  • เทคนิคการ tempering เพื่อให้ช็อกโกแลตเงางามและเนื้อเนียน

  • การทำไส้หลากรส เช่น กานาช, พราลีน, คาราเมล

  • การขึ้นรูปและตกแต่งให้สวยหรู พร้อมจำหน่าย

เหมาะสำหรับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ที่ต้องการเพิ่มเมนูพรีเมียมในร้าน
พร้อมสูตร คำนวณต้นทุน และแนวทางการขาย

จองคอร์สวันนี้… เปิดประตูสู่เส้นทางช็อกโกแลตมืออาชีพกับ KNOWHOWBAKE

ตะกร้อมือแบบไหนดี? คู่มือเลือกใช้สำหรับสายเบเกอรี่

ตะกร้อมือนั้นมีหลายรูปร่างและขนาด และตะกร้อมือแต่ละประเภทก็ถูกออกแบบมาใช้ในหน้าที่ที่ต่างกันหรือให้ผสมส่วนผสมได้ดีขึ้น ลองมาดูชนิดของตะกร้อมือที่มีเพื่อตัดสินใจว่าอันไหนควรจะเพิ่มเข้าไปในเครื่องครัวของคุณ โอกาสคือคุณจะต้องการแค่ไม่กี่แบบสำหรับการใช้ที่ต่างกัน

Credit: Erin Wengrovius

Balloon Whisk
Double Balloon Whisk
French Whisk
Flat Whisk
Spring Whisk
Ball Whisk
Tornado Whisk

คำแนะนำในการซื้อตะกร้อมือ

ดูอันที่เป็นสแตนเลส ซึ่งจะไม่ค่อยเป็นสนิม
ก่อนที่จะซื้อ ลองถือตะกร้อมือแล้วลองทำท่าการใช้เพื่อให้แน่ใจว่ารูปร่างและความหนานั้นเหมาะมือ ตะกร้อมือบางอันมีซิลิโคนหรือพิมพ์ตรงที่จับ ซึ่งอาจจะทำให้จับได้ง่าย โดยเฉพาะเวลาที่มือเปียกหรือลื่น หลีกเลี่ยงตะกร้อมือที่ยาวหรือเป็นที่จับเหล็ก พวกมันจะหนักมากและจะทำให้หล่นลงไปในถ้วยหากคุณไม่จับมันดีๆ
ถ้าคุณวางแผนที่จะใช้ตะกร้อมือกับกระทะ ลองหาอันที่เป็นซิลิโคนหรือเคลือบไนลอน ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดรอยกับกระทะ

Balloon Whisk

Balloon Whisk

มีหัวตะกร้อขนาดใหญ่ที่กว้างและโค้งเหมือนบอลลูน ออกแบบมาเพื่อช่วยเติมอากาศให้กับส่วนผสม เช่น วิปปิ้งครีมหรือไข่ขาว ทำให้เนื้อส่วนผสมฟูและเบาขึ้น การออกแบบที่ยืดหยุ่นทำให้เหมาะสำหรับการตีในชามขนาดใหญ่หรือส่วนผสมปริมาณมาก ตะกร้อชนิดนี้ใช้งานง่ายและเป็นที่นิยมในครัวเรือนและร้านเบเกอรี่

Double Balloon Whisk

Double Balloon Whisk

Double Balloon Whisk คือเวอร์ชันที่อัปเกรดจาก Balloon Whisk โดยมีหัวตะกร้อสองชั้นเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสกับส่วนผสม ทำให้การตีส่วนผสมเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะสำหรับการตีส่วนผสมที่ต้องการความฟูมาก เช่น ไข่ขาวหรือแป้งเค้ก ใช้งานได้ดีในชามใหญ่หรือถ้วยผสม

French Whisk

French Whisk

French Whisk มีหัวตะกร้อที่เรียวยาวกว่า Balloon Whisk ทำให้เหมาะสำหรับการผสมซอสหรือส่วนผสมที่ต้องการความละเอียด เช่น แป้งขนมปังหรือเบชาเมล รูปทรงเรียวยาวช่วยเข้าถึงก้นภาชนะได้ง่าย และสามารถใช้ในภาชนะขนาดเล็กหรือกระทะลึก

Flat Whisk

Flat Whisk

มีหัวตะกร้อแบบแบนเหมาะสำหรับการคนส่วนผสมในกระทะ เช่น ซอสหรือเกรวี่ ช่วยป้องกันไม่ให้ส่วนผสมติดก้นภาชนะและกระจายความร้อนได้ดี การออกแบบที่กะทัดรัดทำให้ใช้งานง่ายในพื้นที่จำกัด เช่น การผสมในกระทะหรือหม้อขนาดเล็ก

Spring Whisk

 มีหัวตะกร้อเป็นลวดขดคล้ายสปริง เหมาะสำหรับการตีส่วนผสมในถ้วยหรือภาชนะขนาดเล็ก เช่น ไข่หรือซอส หัวสปริงสามารถปรับตัวให้เข้ากับมุมภาชนะ ช่วยให้ส่วนผสมกระจายตัวอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ

Ball Whisk

มีลักษณะพิเศษที่ปลายหัวตะกร้อมีลูกบอลเล็กๆ ติดอยู่ ช่วยเพิ่มการกระจายแรงตีและป้องกันการจับตัวเป็นก้อนของส่วนผสม เหมาะสำหรับการตีส่วนผสมที่ต้องการความละเอียด เช่น น้ำสลัดหรือซอสที่ต้องการความเนียน

Tornado Whisk

Tornado Whisk มีการออกแบบหัวตะกร้อแบบบิดเกลียวคล้ายพายุหมุน ช่วยเพิ่มแรงตีและการหมุนเวียนของส่วนผสม เหมาะสำหรับการผสมส่วนผสมที่หนืด เช่น แป้งหรือครีม การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ช่วยให้การผสมเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

KNOWHOWBAKE – The Art of Professional Baking ✨

ยกระดับทักษะการทำเรียนทำขนมของคุณสู่มาตรฐานสากล กับหลักสูตรที่ผสาน ศิลปะ ความประณีต และความเป็นมืออาชีพ ในบรรยากาศการเรียนรู้ที่ทันสมัย หรูหรา และใส่ใจทุกรายละเอียด

ที่ KNOWHOWBAKE เราไม่ได้สอนแค่ “สูตร” แต่เราสร้าง “มาตรฐาน” และ “รสนิยม” ในการทำขนม ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศ เทคนิคการปรุงที่แม่นยำ จนถึงการจัดเสิร์ฟที่งดงามดุจงานศิลป์

หลักสูตรของเราออกแบบเพื่อคุณที่ต้องการ…

  • สร้างธุรกิจเบเกอรี่ที่มีเอกลักษณ์

  • พัฒนาฝีมือสู่ระดับโรงแรมและร้านขนมชั้นนำ

  • เรียนรู้ในคลาสเล็ก เพื่อการดูแลอย่างใกล้ชิด

ที่นี่…ทุกชั่วโมงเรียนคือการลงทุนในอนาคต
KNOWHOWBAKE – Because Excellence is Our Standard

โดนัทมีต้นกำเนิดจากอะไร? เจาะลึกประวัติความเป็นมา

ประวัติความเป็นมาและตำนานเบื้องหลังของต้นกำเนิด ชื่อและรูปร่างของโดนัท

ต้นกำเนิดของโดนัทกำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างหนัก แนวคิดของรูปแบบแป้งทอดนั้นไม่ได้มีแค่ในประเทศใดประเทศหนึ่งหรือวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่รูปแบบของแป้งทอดหรือโดนัทนั้นสามารถมองเห็นได้ทั่วทุกมุมโลก ถึงแม้ว่าสถานที่ต้นกำเนิดของโดนัทหรือช่วงเวลาที่โดนัทได้เกิดขึ้นนั้นจะไม่แน่นอน รวมถึงบุคคลที่ทำโดนัทครั้งแรกก็ไม่เป็นที่รู้จัก แต่ก็ยังพอมีเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของโดนัทที่โดดเด่นอยู่บ้าง
 

โดนัทเป็นขนมของชาวดัตช์

จากบันทึกแสดงให้เห็นว่าชาวดัตช์นั้นได้ทำ “โอลีเคิร์ก” หรือ”เค้กทอด” ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19
ในยุคนั้นโดนัทเป็นเพียงเค้กทอดลูกกลมๆเท่านั้น ไม่มีรูตรงกลางเหมือนในปัจจุบัน โอลีเคิร์กถูกนำไปทอดด้วยไขมันหมูจนสุก ตัวเค้กก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทอง แต่เนื่องจากตรงกลางข้างในของเค้กทอดนั้นไม่สุกเท่าข้างนอก ผู้คนจึงยัดไส้ผลไม้ถั่วหรืออื่น ๆ มาวางไว้ตรงกลางของเค้กทอด
เมื่อชาวดัตช์เริ่มอพยพไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ พวกเขาก็ยังคงทำโอลีเคิร์ก อยู่ แต่นานไปพวกเขาก็ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอื่น ๆ จึงได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของโอลีเคิร์ก มาเป็นโดนัทในทุกๆวันนี้นับว่าเป็นความโชคร้ายของแฮนสัน เขาถูกจับเผาทั้งเป็นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกพ่อมด แต่ทุกวันนี้ยังมีแผ่นหินสลักยกย่องเขา ในฐานะเป็นคนริเริ่มให้ขนมโดนัทมีรู
 

ต้นกำเนิดชื่อของ “โดนัท”

ต้นกำเนิดชื่อของ “โดนัท” นี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่อย่างมาก บางคนบอกว่า โดนัท หมายถึง ลูกนัทที่วางอยู่ตรงกลางแป้งทอด ในขณะที่คนอื่นก็บอกว่ามันหมายถึง “Dough knots แป้งนำมาเป็นปมๆ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปทรงที่เป็นที่นิยมของโอลีเคิร์ก
จากบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกของคำว่า “โดนัท” ซึ่งมีที่มาในหนังสือ “A History of New York” ของสำนักพิมพ์กรุงวอชิงตันเออร์วิงในปี ค.ศ. 1809 ว่า ในต้นทศวรรษที่ 1900 หลายคนได้ย่อคำว่าให้สั้นลง จากคำว่า  “Doughnut” มาเป็น “Donut” ซึ่งใช้แทนกันในภาษาอังกฤษเป็นต้นมา
 

เครื่องผลิตโดนัทเครื่องแรก

ในปี ค.ศ. 1920 นายอดอล์ฟ เลวิตต์ ผู้อพยพชาวรัสเซียได้สร้างเครื่องโดนัทอัตโนมัติตัวแรก ซึ่งเป็นกระบวนการการทำโดนัทอัตโนมัติแบบล้ำสมัยและมีจุดเด่น ซึ่งเขาได้แสดงผลงานที่งาน World’s Fair 1934 ในชิคาโก ” ขนมยอดฮิตในศตวรรษแห่งความก้าวหน้า  ” และนี่เองโดนัทจึงกลายเป็นขนมเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ โดนัทจึงเป็นอาหารเช้าและอาหารที่ชาวอเมริกันชื่นชอบนับตั้งแต่นั้นมา
โดนัทในทุกๆวันนี้
 

ขนมโดนัทกลับมาเฟื่องฟู

ในอเมริกาและทั่วโลกอีกเนื่องจากมีร้านขนมโดนัทที่เป็นแฟรนไชส์ขนาดใหญ่ เช่น Krispy Kreme และ Dunkin Donutsได้ครองตำแหน่งสูงสุดในโลกของโดนัทในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่เนื่องจากแนวโน้มของอาหารบูติกยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ร้านโดนัทแบบโฮมเมดก็ยังไม่ซบเซา นั่นเพราะว่ารสชาติของโดนัทแฮนเมดนั้นอร่อยและไม่ซ้ำกัน ซึ่งมีทั้ง เมเปิ้ลเบคอนโดนัท ไอศกรีมโดนัทแซนวิชและแม้แต่แฮมเบอร์เกอร์โดนัทที่ใช้โดนัทแทนขนมปัง ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าโดนัทไม่ได้มีแค่ Dunking Donuts อีกต่อไป
 

ที่ KNOWHOWBAKE เราเชื่อว่า “การเรียนรู้ไม่มีคำว่าสาย”
ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานที่กำลังมองหารายได้เสริม แม่บ้านที่อยากหารายได้จากสิ่งที่รัก
หรือผู้ใหญ่วัยเกษียณที่อยากเริ่มต้นกิจกรรมที่มีความหมายในแต่ละวัน

เราคือโรงเรียนสอนทำเบเกอรี่ที่ออกแบบคอร์สเรียน สำหรับผู้ใหญ่โดยเฉพาะ ไม่เร่ง ไม่กดดัน เรียนแบบเข้าใจง่าย เป็นกันเอง และลงมือปฏิบัติจริงทุกสูตร เราสอนตั้งแต่พื้นฐานการทำเบเกอรี่อย่างถูกต้อง ไปจนถึงเทคนิคระดับอาชีพ ที่สามารถนำไปต่อยอด เปิดร้าน หรือสร้างรายได้เสริมได้จริง

คุณจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมผู้สอนที่มีประสบการณ์ พร้อมให้คำแนะนำและปรับการเรียนให้เหมาะสมกับจังหวะของคุณ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานมาก่อน เราเน้นฝึกฝนจนคุณทำได้ด้วยตัวเอง

เพราะเบเกอรี่ไม่ใช่แค่ขนม…แต่คือโอกาสใหม่ที่เริ่มต้นได้เสมอ
หากคุณกำลังมองหาการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มิตรภาพ และผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ขอเชิญมาเรียนทำขนมกับเรา ที่ KNOWHOWBAKE

 

โตเกียว เมืองแห่งเบเกอรี่: 10 ร้านดังที่ควรไปเยือน

10-best-bakery-shop-in-tokyo

โตเกียวเป็นเมืองที่มีความเป็นสากลอย่างแท้จริง  แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นญี่ปุ่นอย่างไม่ต้องสงสัย มันไม่ได้ลำบากมากนักหากคุณนึกอยากที่จะมองหาอาหารรสชาติแบบนานาชาติ มันไม่สามารถเป็นอื่นไปได้เมื่อมันเป็นเรื่องอาหาร ตัวอย่างเช่น รสชาติของขนมปังและเพสตรี้เหล่านี้จะทำให้คุณนึกถึงเมืองอื่นๆ เช่นปารีสซึ่งหาไม่ยากในแถบนี้ ไม่ว่าจะขนมหวานหรือว่าอาหารแสนอร่อย คุณจะพบว่าตัวเองจมอยู่กับตัวเลือกที่มากมาย เพียงเข้าไปในร้านเบเกอรี่สักร้านในโตเกียว และดื่มด่ำกับเหล่าขนมอบเหล่านั้น

VIRON in Shibuya

ร้าน Viron ย่านชิบูย่า (Shibuya)

ร้าน Viron เป็นร้านเบเกอรีเพียงแห่งเดียวในประเทศญี่ปุ่นที่ผลิตขนมปัง Retrodor Baguettes  ขนมปังแบบนี้มีความพิเศษเนื่องจากต้องใช้แป้ง Retrodor ซึ่งเป็นแป้งที่มีคุณภาพสูงที่ผลิต และส่งตรงจากประเทศฝรั่งเศส ผลิตด้วยวิธีการแบบดั้งเดิม นี่เป็นขนมปังต้นตำรับฝรั่งเศสที่แท้จริงที่สุด เท่าที่คุณจะหามารับประทานได้จากมุมนี้ของโลก อิ่มอร่อยไปกับมันหรือถ้าจะให้ดีไปกว่านั้น ก็ลองแวะไปเยี่ยม café-bistro ที่ชั้น 2 ของร้านดูสิ

ที่อยู่ : 33-8 Udagawacho, Shibuya, Tokyo

ราคา : ¥ 1,000 ~ ¥ 1,999

เว็บไซต์ : https://tabelog.com/en/tokyo/A1303/A130301/13004626/

Centre The Bakery ย่านกินซ่า (Ginza)

ร้าน Centre The Bakery  เป็นเจ้าของเดียวกันกับร้าน  Viron  และรูปแบบของร้านนี้จะเน้นไปที่ขนมปังแบบคลาสสิกสีขาว ร้านแซนวิชดั้งเดิมแบบ Artisanal Sandwich และร้านอาหารแห่งนี้เป็นร้านที่ได้รับความนิยมสำหรับขนมปังปิ้งที่สามารถเลือกเปลี่ยนหน้าได้  หากคุณกำลังจะเริ่มรับประทาน อันดับแรกที่คุณจะต้องทำก็คือเลือกเครื่องปิ้งขนมปังตามความชอบของคุณเองและนำมาไว้ที่โต๊ะของคุณ  มีตัวอย่างขนมปังให้เลือกหลากหลายแบบ ลักษณะของขนมปังที่แตกต่าง  ครีมทาขนมปัง และไส้ขนมปัง อีกวิธีหนึ่งที่อร่อยไปกับขนมปังขาวได้คือเลือกเมนูแซนด์วิชปิ้งที่ต้องการมาจากเมนูที่มีมากมายนั่น  เมนูน่าลองคือแซนด์วิชเนื้อ Kuroge-Wagyu (เนื่อวัววากิวชั้นเลิศของญี่ปุ่น)  ซึ่งนี่อาจจะเป็นหนึ่งในเมนูขนมปังปิ้งที่แพงหรูหราที่สุดที่คุณจะพบมาก็ได้

ที่อยู่ : 1F Kosokuduoro Konya Building 1-2-1 Ginza, Chuo, Tokyo

ราคา : ¥ ~999

เว็บไซต์ : https://tabelog.com/en/tokyo/A1301/A130101/13157424/

MARUICHI BAGEL ย่านชิโระงาเนะ (Shirokane)

สำหรับผู้นิยมรสชาติแบบ  New York ให้มาที่ Maruichi Bagel ร้านเบเกอรี่ขนาดเล็กนี้เลย  เบเกิลอบสดใหม่สไตล์นิวยอร์คหลากหลายรูปแบบ มีพร้อมบริการตั้งแต่วันพุธถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนกว่าของจะหมด สามารถเลือกได้ถึง 10 รสชาติ: รสธรรมดา รสงา รสป๊อปปี้  รสหอมใหญ่ รสน้ำผึ้งธัญพืช 7 ชนิด รสมะเดื่อธัญพืช 7 ชนิด รสลูกเกดอบเชย  รสเค็ม  รสบลูเบอร์รี่และรสรวม  นอกจากนี้ยังมีแซนวิชเบเกิลขายตั้งแต่เวลา 10.00 น. คุณสามารถเลือกใส่ครีมชีสโฮมเมด ชิ้นปลาแซลมอนรมควัน ชีส  และผักอีกหลากหลายชนิด ร้านนี้ไม่มีที่นั่งภายในร้านให้ ดังนั้นทุกอย่างจึงเป็นแบบสั่งกลับบ้าน

ที่อยู่ : 1-15-22 Shirokane, Minato, Tokyo

ราคา : ¥ ~999

เว็บไซต์ : http://www.maruichibagel.com

Dans Dix ans  ย่านคิชิโจจิ ( Kichijoji)

ร้าน Dans Dix ans ดูเหมือนงานแสดงศิลปะสำหรับขนมปัง ขนมปังทุกชนิดที่อบในชุดอบขนาดเล็กจะถูกจัดวางในถาดแก้ว และวางไว้บนชั้นวางโชว์  มันมีรูปร่าง ขนาด รสชาติ และเนื้อสัมผัสต่างกัน แต่ทุกชิ้นจะเลือกใช้ส่วนผสมอย่างพิถีพิถัน  ช็อกโกแลต “Cigar Chocolat” ของพวกเขาเป็นที่นิยมอย่างมาก มันคือช็อกโกแลตสอดไส้เฮเซลนัทกรานาช ที่จะทำต่อเมื่อมีการสั่งซื้อเท่านั้น

ที่อยู่:  2-28-2 Kichijoji Honcho, Musashino, Tokyo

ราคา: ¥ 999

เว็บไซต์: http://www.dans10ans.net

SignifiantSignifie ย่านซันเกนจาย่า (Sangenjaya)

ร้าน SignifiantSignifie เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบขนมปังฝรั่งเศส นั่นทำให้การเดินทางไปยังแถบชานเมืองนั้นแทบไม่เป็นที่รำคาญใจเลย ด้วยเหตุที่ว่าขนมปังที่นี่ใช้เวลาสองสามวันในการทำ เนื่องจากวิธีการจัดเตรียมที่ยาวนานคุณจะไม่อยากไปไกลกว่านี้ เพียงเพื่อจะหาบางสิ่งที่ผลิตอย่างประณีตเช่นนี้หรอก  การเลือกเฟ้นที่คลอบคลุมตั้งแต่ ขนมปังเปรี้ยวไปจนถึง ขนมไส้ผลไม้ มันค่อนข้างที่จะราคาแพง แต่คุณจะได้สัมผัสความอร่อยจนถึงเศษขนมปังชิ้นสุดท้ายอย่างแน่นอน

ที่อยู่: 1F Coms Shimouma 2-43-11 Shimouma, Setagaya, Tokyo

ราคา: 1,000 ¥¥ 1,999

เว็บไซต์: http://www.signifiantsignifie.com

365 Jours (365 日) ย่านชิบุย่า (Shibuya)

แรงจูงใจของร้าน  365 Jours เป็นเรื่องง่าย คือถ้าขนมปังเป็นสิ่งที่คุณกินทุกวัน คุณจึงต้องพิถีพิถันและต้องไม่ยอมปล่อยผ่านในเรื่องคุณภาพ  นี่ถูกนำมาทำให้ความสำเร็จโดยการจัดหาส่วนผสมออร์แกนิคโดยตรงจากซัพพลายเออร์ ไม่ว่าจะเป็นโรงสีแป้งหรือเกษตรกรผู้ปลูกผัก เชฟเจ้าของร้านเชื่อว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาลและออร์แกนิคมีประโยชน์ต่อสุขภาพที่แท้จริง และอาหารประเภทนี้คือสิ่งที่คุณควรจะบำรุงร่างกายตลอดทั้ง  365 วันของปี ร้านค้ามีขนมปังมากกว่า 50 ชนิด พร้อมที่ว่างเล็กๆ ในร้านที่คุณสามารถนั่งได้ถ้าคุณอยากดื่มกาแฟ นอกจากนี้ยังมีส่วนเล็ก ๆ ในร้าน ที่โชว์อาหารอื่น ๆ เช่นกาแฟ สมุนไพร เครื่องเทศ และผักสด

ที่อยู่: 1-6-12 Tomigaya, Shibuya, Tokyo

ราคา: 1,000 ¥¥ 1,999

เว็บไซต์: http://ultrakitchen.jp/projects/#item80

ParlourEkoda ย่านเอโกดะ  (Ekoda)

ร้านคาเฟ่เบเกอรี่ย่านชานเมืองแห่งนี้เป็นสถานที่ที่เหมาะจะเพลิดเพลินไปกับขนมรสเลิศแสนอร่อย คุณสามารถเลือกรายการจากถาดเช่น     Hard-Crusted Rolls และทาร์ตผลไม้ หรือมีความสุขกับสิ่งที่น่าดึงดูดมากขึ้นอย่างเมนู Quiche และเมนูเด่นอย่างแซนวิช พวกมันเข้ากันเป็นอย่างดีเมื่อรับประทานคู่กันกับกาแฟ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟแฟลตไวท์ หรือลาเต้เย็น ถือเป็นกาแฟที่เหมาะสมกับอาหารที่จะเสิร์ฟ สำหรับบรรยากาศจะเป็นการออกแบบที่สะดุดตา ซึ่งนำแรงบันดาลใจมาจากแถบยุโรป นั่นทำให้รู้สึกได้ว่าที่นี่เป็นมุมหนึ่งที่ห่างไกลจากความวุ่นวายเร่งรีบของเมืองใหญ่อย่างโตเกียว

ที่อยู่: 41-7 Sakaecho, Nerima, Tokyo

ราคา: 1,000 ¥¥ 1,999

เว็บไซต์: https://tabelog.com/en/tokyo/A1321/A132101/13185945/

Bread, Espresso & ย่านโอโมเตะซันโด (Omotesando)

ตามมาด้วยการเดินเล่นที่ย่านโอโมเตะซันโด ที่ร้านกาแฟ Bread, Espresso &  กับเมนูขนมปังฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงที่นี่ – ขนมปังบริโอชชิ้นหนาที่ชุ่มนมฮอกไกโดเสิร์ฟในกระทะตามแบบที่ทำตามกันมา แต่ต้องทราบว่าเมนูนี้มีให้บริการเฉพาะก่อน 10:00 น. และหลังเวลา 3 ทุ่ม ในทางกลับกัน ขนมปกติเช่น พานินี่ (Panini) และตัวเลือกขนมปังอื่น ๆ จะพร้อมเสิร์ฟในทุกช่วงเวลาของวัน

สำหรับเรื่องปริมาณคาเฟอีนของคุณ มันเป็นน่าสังเกตว่าเจ้าของ Bread, Espresso & นั้นเป็นคนเดียวกับร้าน Omotesando Koffee ที่อยู่เบื้องหลังตำนานร้านกาแฟป๊อบอัพในโตเกียว โดยทั่วไปแล้วมักจะหมายถึงสิ่งหนึ่งคือการผสมผสานของกาแฟชั้นเลิศ

3-4-9 Jingumae, Shibuya, Tokyo

ราคา: ¥ 999

เว็บไซต์: http://www.bread-espresso.jp

Le Pain Quotidien ในเมืองชิบะ (Shiba)

สำหรับอาหารเช้าแสนอร่อยใจกลางเมืองให้ไปที่ Le Pain Quotidien ร้านเบเกอรี่กึ่งร้านกาแฟระดับสากลแห่งนี้จากบรัสเซลส์ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ของคุณด้วยรูปแบบการจัดโต๊ะอาหาร อาหารออร์แกนิคแสนอร่อย และบรรยากาศที่โปร่งสบาย ตั้งอยู่ติดกับสวนสาธารณะ Shiba Koen Park ใกล้กับโตเกียวทาวเวอร์ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับกิจกรรมท่องเที่ยวในวันของคุณ

ที่อยู่: 3 Chome-3-1 Shibakoen, Minato-ku, Tokyo

ราคา: 1,000 ¥¥ 1,999

เว็บไซต์: http://www.lepainquotidien.jp/

La Boutique de Joel Robuchon ย่านมารุโนจิ (Marunouchi

บรรดานักชิมทั้งหลายจะรู้จักชื่อ Joel Robuchon ร้านอาหารของเขาทั่วโลกกำลังโชติช่วงด้วยรางวัลดาว Michelin-star และจนถึงขณะนี้เขามี 33 ดวง มากที่สุดกว่าเชฟคนใดในโลก แน่นอนว่าโตเกียวจะเป็นหนึ่งในเมืองที่มีร้านอาหารของเขาอยู่ ในความเป็นจริงเขาไม่ได้มีแค่ร้านเดียว แต่ยิ่งไปกว่าการให้บริการอาหารจานหลักแล้ว เขายังมี 3 สาขาย่อยของ La Boutique de Joel Robuchon – ขนมอบและขนมปังมักจะรวมไว้กับร้านอาหารของเขาเสมอ  คาดหวังถาดต่อถาดได้เลยถึงขนมปังฝรั่งเศสสุดหรูและเกินบรรยาย เช่น มาการอง ทาร์ตและเค้ก อาจมองหาเมนูนำเสนอแบบท้องถิ่นเช่นขนมปังแกงกะหรี่และเค้ก Kouign-Amann ราดด้วยมันฝรั่งหวานและเมล็ดงาได้ด้วย

ที่อยู่: 1F Marunouchi Brick Square, 2-6-1 Marunouchi, Chiyoda, Tokyo

ราคา: 1,000 ¥¥ 1,999

เว็บไซต์: http://www.robuchon.jp/en


โรงเรียนสอนทำเบเกอรี่และขนมอบ KNOWHOWBAKE : The School of Baking and Pastry

หากคุณหลงใหลในกลิ่นหอมของขนมอบ ชอบทำขนมแจกคนรอบข้าง หรือเคยฝันอยากเปิดร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ เป็นของตัวเอง โรงเรียนสอนทำเบเกอรี่ KNOWHOWBAKE ขอเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางอาชีพที่คุณรัก

เราออกแบบคอร์สเรียนอย่างพิถีพิถัน โดยผู้เชี่ยวชาญในวงการเบเกอรี่ ที่มีประสบการณ์จริงในระดับมืออาชีพ พร้อมถ่ายทอดทั้งเทคนิคพื้นฐาน สูตรที่ปรับให้เหมาะกับตลาดจริง และเคล็ดลับที่หาไม่ได้จากในอินเทอร์เน็ต

จุดเด่นของเรา คือการลงมือปฏิบัติจริงทุกสูตร พร้อมคำแนะนำรายบุคคล เพื่อให้คุณมั่นใจในทุกขั้นตอน ไม่ว่าคุณจะไม่มีพื้นฐานเลย หรือเคยเรียนมาบ้างแล้ว เราพร้อมสนับสนุนคุณให้ก้าวหน้าในเส้นทางที่ชัดเจน

ที่ KNOWHOWBAKE เราเชื่อว่าทุกคนสามารถสร้างอาชีพจากความชอบได้จริง ถ้ามี “ความรู้ที่ถูกต้อง” และ “ระบบการฝึกฝนที่เข้มข้น” เรียนจบแล้วสามารถนำไปต่อยอด ทำขายได้ทันที พร้อมให้คำปรึกษาต่อแม้เรียนจบแล้ว